วิสกี้คือ
Uncategorized

วิสกี้คืออะไร? พร้อมแนะนำ 10 วิสกี้ ที่สายดื่มวิสกี้ตัวจริงต้องห้ามพลาด

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

วิสกี้” เป็นเครื่องดื่มแอลกฮอลล์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักดื่มไม่แพ้กันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ เพราะว่าวิสกี้นั้นจะมีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่สามารถมอบประสบการณ์ในการดื่มให้นักดื่มที่มีความแตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกไวน์แดง ไวน์ขาว แชมเปญ หรือสปาร์คกลิ้งไวน์ ดังนั้น ในบทความนี้จึงจะพานักดื่มไปทำความรู้จักกันว่าวิสกี้คืออะไร มีกี่ประเภท และทำไมวิสกี้ถึงเป็นที่นิยมของนักดื่ม พร้อมแนะนำ 10 วิสกี้ที่สายดื่มตัวจริงต้องห้ามพลาด เพื่อช่วยให้นักดื่มที่กำลังสนใจอยากจะลิ้มลองวิสกี้ สามารถเลือกวิสกี้ที่มี Texture ต่างๆ ให้ตรงกับสไตล์การดื่มของตัวเองมากที่สุด

1. วิสกี้คืออะไร และประเภทของวิสกี้มีอะไรบ้าง?

วิสกี้คือ

วิสกี้ คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผลิตมาจากธัญพืชต่างๆ เช่น ช้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ข้าวไรย์ หรือข้าวโพด ที่ผ่านกรรมวิธีในการผลิตด้วยการกลั่น และการหมักบ่ม เพื่อให้ได้วิสกี้ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งวิสกี้แต่ละรุ่น แต่ละประเภทนั้นก็จะมี Texture ต่างๆ ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต และขั้นตอนในการผลิตของแต่ละแบรนด์ โดยประเภทของวิสกี้ที่นักดื่มควรรู้จักไว้ มีดังนี้

  • สกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky) เป็นวิสกี้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสก็อตแลนด์ และมีขั้นตอนการผลิตแบบดั้งเดิม ด้วยการผลิตจากข้าวบาร์เลย์ และหมักบ่มในถังโอ๊คอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ ซิงเกิ้ลมอลต์ (ผลิตจากข้าวบาร์เลย์อย่างเดียว), เกรนวิสกี้ (ผลิตจากข้าวโพด และข้าวสาลี) และเบรนเดดสกอชต์วิสกี้ (วิสกี้ที่ผสมกันระหว่างซิงเกิ้ลมอลต์ และเกรนวิสกี้)
  • ไรย์วิสกี้ (Rye Whisky) เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา และมีขั้นตอนการผลิตที่จะต้องใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิด แต่จะต้องมีปริมาณของข้าวไรย์อย่างน้อย 51% และผ่านการหมักบ่มอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป
  • เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whisky) เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และมีขั้นตอนการผลิตที่จะต้องใช้ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวไรย์ผสมเข้ากันกับข้าวโพดที่เป็นวัตถุดิบหลัก และจะต้องใช้อย่างน้อย 51% และผ่านการหมักบ่มอย่างน้อย 4 ปีขึ้นไป
  • เทนเนสซีวิสกี้ (Tennessee Whisky) เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีขั้นตอนการผลิต และการเลือกใช้วัตถุดิบคล้ายกับเบอร์เบิ้นวิสกี้ แต่จะแตกต่างกันตรงที่เทนเนสซีวิสกี้นั้นจะต้องผ่านการกรองผ่านถ่าน แล้วจึงค่อยนำไปเข้าขั้นตอนในการหมักบ่มอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป
  • แคนาเดียนวิสกี้ (Canadian) เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากประเทศแคนาดา และมีขั้นตอนในการผลิตที่จะใช้ข้าวโพด และมอลต์เป็นส่วนประกอบ แต่จะใช้ข้าวไรย์เป็นวัตถุดิหลัก และผ่านการหมักบ่มอย่างน้อย 4 ปีขึ้นไป
  • ไอริชวิสกี้ (Irish Whisky) เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากประเทศไอร์แลนด์ และมีขั้นตอนการผลิตที่จะต้องใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิด เช่น ข้าวไรย์ ข้าวสาลี หรือข้าวโพด แต่จะใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นวัตถุดิบหลัก และผ่านการหมักบ่มในถังโอ๊ค หรือถังไวน์อย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป

 

สำหรับวิสกี้นั้นก็จะมีให้นักดื่มได้เลือกดื่มกันหลากหลายประเภท โดยแต่ละประเภทนั้นก็จะมีวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต และ Texture ต่างๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ถ้าหากนักดื่มคนไหนอยากจะลิ้มลองวิสกี้ แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกดื่มวิสกี้ประเภทไหนดี หรือเลือกวิสกี้ยี่ห้อไหนดี ก็สามารถแวะมาสอบถาม และสั่งซื้อได้ที่ Wine Daily BKK ที่มีแอดมินคอยให้คำแนะนำ และคำปรึกษา เพื่อช่วยให้นักดื่มได้เลือกดื่มวิสกี้ที่ตอบโจทย์สไตล์การดื่มของตัวเองมากที่สุด ทักแชทได้เลยที่ @winedailybkk

2. แนะนำ 10 วิสกี้ยอดฮิตที่นักดื่มตัวจริงต้องลองสัมผัสให้ได้!

หลังจากที่นักดื่มได้ทำความรู้จักกับวิสกี้กันแล้วว่าวิสกี้คืออะไร และประเภทของวิสกี้มีอะไรบ้าง แต่ยังไม่รู้ว่าควรเลือกดื่มวิสกี้ยี่ห้อไหนดี หรือรุ่นไหนดี เพราะว่าแต่ละแบรนด์ และแต่ละรุ่นนั้นมีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่แตกต่างกัน ดังนั้น ในหัวข้อนี้จึงจะมาแนะนำวิสกี้ยอดฮิตของเหล่านักดื่ม ที่ใครเป็นนักดื่มตัวจริงจะต้องลองสัมผัสให้ได้ โดย 10 วิสกี้ที่เป็นที่นิยม มีดังนี้

2.1 Black Label

วิสกี้คือ

Black Label เป็นวิสกี้ที่มาจากประเทศสก็อตแลนด์ และผลิตภายใต้แบรนด์ Johnnie Walker ที่เกิดมาจากการออกแบบ และการสร้างสรรค์ของ Dr. Jim Beveridge ผู้เชี่ยวชาญในด้านการผลิตวิสกี้ในที่เรียกได้ว่าเป็น Master Blender ทำให้ Black Label นั้นมีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความเข้มข้น และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดย Black Label นั้นเป็นวิสกี้แบบ Single Malt ที่ผลิตมาจากข้าวบาร์เลย์แบบ 100% และผ่านการหมักบ่มมามากกว่า 12 ปี เพื่อให้ Black Label มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความซับซ้อน นุ่มลึก และละมุนไม่เหมือนใคร ที่เปิดมาด้วยรสชาติที่มีความหอมหวานจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี ตามมาด้วยความหอมละมุนจากวานิลลา ปิดท้ายด้วยความกลมกล่อมจากเครื่องเทศต่างๆ และบุหรี่แห้งรมควัน และในส่วนของกลิ่นนั้นก็จะมีความหอมจากส้ม ลูกเกด เครื่องเทศ รากไม้ และมอลต์ มีรสสัมผัสที่นุ่ม ละมุน อบอวลภายในปากอย่างยาวนาน เพราะว่า Black Label นั้นจะค่อยๆ ปล่อยรายละเอียดต่างๆ ให้นักดื่มได้สัมผัสกันอย่างช้า เพื่อให้นักดื่มได้เข้าถึงรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความพรีเมียมของ Black Label อย่างแท้จริง สามารถดื่มได้ทั้งแบบไม่ผสม แบบใส่น้ำแข็ง แบบไม่ใส่น้ำแข็ง หรือผสมกับมิกเซอร์ก็ได้  แต่ถ้าหากดื่ม Black Label ผสมกับโซดาที่ใช้แก้วขนาด 100 มิลลิลิตร พร้อมกับใช้น้ำแข็งรูปสี่เหลี่ยม และริน Black Label กับโซดาในอัตราส่วน 25:75 ก็จะช่วยให้นักดื่มเข้าถึง Black Label ได้แบบ Exclusive มากขึ้น และด้วยความพรีเมียมต่างๆ ของ Black Label จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Black Label นั้นเป็นวิสกี้ระดับตำนานที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมาตรฐานกำหนดคุณภาพของวิสกี้ในระดับเบลนด์ดีลักซ์กันเลยทีเดียว และยังเป็นอีกหนึ่งในวิสกี้ที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก และได้รับความนิยมตลอดกาล ดังนั้น นักดื่มคนไหนที่อยากได้วิสกี้ที่มีความเข้มข้น และมีราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย Black Label ถือว่าเป็นวิสกี้ที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว

 

ดูสินค้าวิสกี้ Black Label เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.2 Gold Label

วิสกี้คือ

Gold Label เป็นวิสกี้ที่มาจากประเทศสก็อตแลนด์ และผลิตภายใต้แบรนด์ Johnnie Walker เช่นกัน โดย Gold Label นั้นก็เป็นอีกหนึ่งผลงานในการรังสรรค์วิสกี้สุดพรีเมียมจาก Dr. Jim Beveridge ที่เป็น Master Blender มือทองของวงการวิสกี้ ที่ได้มีการออกแบบ และปรุงแต่ง Gold Label ขึ้นมา เพื่อให้มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความหรูหรา และเหมาะกับการดื่มในงานเฉลิมฉลอง หรือเนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Gold Label แตกต่างจากวิสกี้รุ่นอื่นๆ อยู่ที่ส่วนผสมของ Gold Label ที่ใช้มอลต์วิสกี้ไคลน์ลิช หรือวิสกี้ที่ผลิตในโรงกลั่นที่ใช้น้ำจากภูเขาที่เป็นแหล่งที่เคยพบแร่ทองคำมาก่อน ทำให้ Gold Label มีความหรูหรา พรีเมียมที่เป็นเอกลักษณ์ จนได้รับรางวัล Le Monde Selection Grand Gold 4 สมัย และรางวัล Double Gold จากการแข่งขัน San Francisco World Spirits Competition อีก 4 สมัย รวมถึงยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นของ Gold Label นั้นจะเปิดมาด้วยรสชาติที่มีความหอมหวานของน้ำผึ้งอย่างชัดเจน ตามมาด้วยความหอมละมุนจากวานิลลา ปิดท้ายด้วยความเผ็ดจากเครื่องเทศนานาชนิด และในส่วนของกลิ่นนั้นก็จะเปิดมาด้วยกลิ่นที่มีความหอมหวานของน้ำผึ้งที่ผสมผสานกับคาราเมล ตามมาด้วยกลิ่นหอมละมุนจากดอกไม้ และกลิ่นผลไม้ต่างๆ ปิดท้ายด้วยกลิ่นของไม้โอ๊ค และกลิ่นควันจางๆ มีรสสัมผัสที่นุ่ม ลึก ละมุน และกลมกล่อม ที่อบอวลทิ้งท้ายไว้ในปากอย่างยาวนาน เหมาะกับนักดื่มที่ชื่นชอบการดื่มวิสกี้ หรือเครื่องดื่มที่มีความหอมหวานเป็นพิเศษ และเหมาะกับการดื่มทั้งแบบใส่นำแข็ง ไม่ใสน้ำแข็ง ดื่มแบบเพียวๆ หรือผมกับมิกเซอร์ก็ได้ แต่ถ้าหากนักดื่มอยากสัมผัสกับรายละเอียดต่างๆ ของ Gold Label มากขึ้น ก็สามารถดื่มด้วยการผสม Gold Label กับน้ำแอปเปิ้ล และโซดา ที่ใช้แก้วทางสูง พร้อมผสม Gold Label น้ำแอปเปิ้ล และโซดา ในอัตราส่วน 25:25:50 ก็จะช่วยให้นักดื่มสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์ในการดื่ม Gold Label แบบใหม่ได้อย่างไม่รู้ลืม

 

ดูสินค้าวิสกี้ Gold Label เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.3 Blue Label

วิสกี้คือ

Blue Label เป็นวิสกี้อีกรุ่นหนึ่งที่มาจากประเทศสก็อตแลนด์ และผลิตภายใต้แบรนด์ Johnnie Walker ที่นักดื่มหลายๆ คนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี โดย Blue Label นั้นถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ Johnnie Walker เลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีส่วนผสมของวิสกี้ที่หายากที่สุดในประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีเพียง 1 ใน 10,000 ถังเท่านั้น ที่จะมีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่เหมาะสำหรับนำมาผสมเข้าด้วยกันกับเหล้ามอลต์ชั้นดีที่มีอายุเก่าแก่จนกลายเป็น Blue Label ได้ ทำให้ Blue Label มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความพรีเมียม และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก ที่จะเปิดมาด้วยรสชาติของขิง ส้มจี๊ด ไม้จันทน์ และดาร์คช็อกโกแลต ตามมาด้วยความหอมละมุนจากน้ำผึ้ง ที่มีพริกไทย และผลไม้แห้งผสมผสานอยู่ด้วย ปิดท้ายด้วยควันจางๆ ที่จะอบอวลทิ้งไว้ในปากอย่างยาวนาน และในส่วนของกลิ่นนั้นก็มีกลิ่นของขิง ส้มจี๊ด ไม้จันทน์ และดาร์คช็อกโกแลต ตามมาด้วยกลิ่นหอมหวานจากน้ำผึ้ง และกุหลาบ พร้อมแทรกไปด้วยกลิ่นของพริกไทย ผลไม้แห้ง และกลิ่นรมควันจางๆ ซึ่งจะค่อยๆ เผยรายละเอียดต่างๆ ให้นักดื่มได้สัมผัส เพื่อให้นักดื่มได้สัมผัสถึงความพรีเมียมของ Blue Label ได้อย่างล้ำลึก และเมื่อผสมผสานเข้าด้วยกันแล้วก็จะได้ Blue Label ที่มีความครบเครื่อง นุ่ม ละมุน และกลมกล่อมเป็นอย่างมาก และเป็น Texture ที่ไม่สามารถหาวิสกี้รุ่นอื่นๆ มาแทนกันได้ สามารถดื่มได้หลากหลายวิธี แต่ถ้าหากอยากดื่ม Blue Label ให้คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปนั้นควรจะดื่ม Blue Label คู่กับน้ำเย็นจัด เพราะว่าน้ำเย็นนั้นจะช่วยให้นักดื่มสามารถละเมียดละไมกับรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นของ Blue Label ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น

 

ดูสินค้าวิสกี้ Blue Label เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.4 Green Label

วิสกี้คือ

Green Label เป็นวิสกี้ที่มาจากประเทศสก็อตแลนด์ และผลิตภายใต้แบรนด์ Johnnie Walker เช่นกัน และเป็นวิสกี้อีกรุ่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันกับตระกูล Label ตัวอื่นๆ โดย Green Label นั้นถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวรอบประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อส่งต่อกลิ่นอาย และสไตล์วิสกี้ของประเทศสก็อตแลนด์ให้นักดื่มได้สัมผัสกันผ่านการดื่ม Green Label และมีจุดเด่นอยู่ตรงที่ Green Label เป็นวิสกี้เพียงตัวเดียวของ Johnnie Walker ที่เป็น Pure Malt หรือไม่มีการผสมเกรนวิสกี้นั่นเอง และผ่านกระบวนการผลิตมาอย่างพิถีพิถัน จนได้ Green Label ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความหอมหวานจากวานิลลา ตามมาด้วยความหอมละมุนจากช็อคโกแลต กาแฟมัคคิอาโต้ และความหอมสดชื่นจากเปลือกส้ม ปิดท้ายด้วยความหอมกรุ่นจากไม้โอ๊ค ไม้จันทน์ และเครื่องเทศต่างๆ เจือจางด้วยกลิ่นรมควันเล็กน้อย ทำให้ Green Label นั้นตลบอบอวลอยู่ภายในปากนักดื่มอย่างยาวนาน เหมาะกับการดื่มแบบ On the Rock เพราะจะช่วยให้ Green Label เผยความหอมหวานของวานิลลา และเปลือกส้มได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

 

ดูสินค้าวิสกี้ Green Label เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.5 Chivas Regal 12 Years

วิสกี้คือ

Chivas Regal 12 Years เป็นวิสกี้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิสกี้ตัวท็อปอีกตัวหนึ่งของโลก และมาจากประเทศสก็อตแลนด์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตวิสกี้เป็นอย่างมาก โดย Chivas Regal 12 Years นั้นเป็นวิสกี้ที่ผ่านกระบวนการหมักบ่มมาเป็นระยะเวลานานถึง 12 ปี จนได้ Chivas Regal 12 Years ที่มีสีเหลืองทองสวยงาม มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความหอมหวานของวานิลลา น้ำผึ้ง และคัสตาร์ด ตามมาด้วยความหวานจากผลไม้นานาชนิด ปิดท้ายด้วยสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ที่จะแฝงความเผ็ดไว้เล็กน้อย มีรสสัมผัสเหมือนกับครีมเนื้อนุ่ม เนียน ละเอียด ทำให้เวลาดื่มนั้นลื่นคอเป็นอย่างมาก และทำให้ภาพรวมของ Chivas Regal 12 Years นั้นมีความครบเครื่อง หอม หวาน สดชื่น ละมุน และนุ่มลึกเป็นอย่างมาก และเหมาะสำหรับการดื่มในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มแบบเพียวๆ หรือดื่มใส่น้ำแข็ง ก็สามารถสัมผัสถึงความพรีเมียมได้ในทุกหยดที่สัมผัส

 

ดูสินค้าวิสกี้ Chivas Regal 12 Years เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.6 Chivas Regal 18 Years

วิสกี้คือ

Chivas Regal 18 Years เป็นอีกหนึ่งวิสกี้ที่มาจากประเทศสก็อตแลนด์ ที่ผ่านกระบวนการผลิตมาอย่างพิถีพิถัน ด้วยการเลือกใช้ข้าวบาร์เลย์แท้มากกว่า 20 ชนิด นำมาหมักบ่มในถังโอ๊คเป็นระยะเวลานานถึง 18 ปี เพื่อให้ได้มอลต์วิสกี้ พร้อมกับนำมาผสมผสานกับเบลนด์วิสกี้ที่ได้มาจากการหมักบ่มธัญพืช ทำให้ได้ Chivas Regal 18 Years ที่มีสีแดงอมเหลืองสวยงามเป็นประกาย มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความหอมหวานของน้ำผึ้ง ตามมาด้วยความหอมละมุนจากข้าวบาร์เลย์ และดอกไม้นานาพันธุ์ ปิดท้ายด้วยความหอมสดชื่นจากส้ม แอปเปิ้ล และไม้โอ๊ค ทำให้รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นของ Chivas Regal 18 Years นั้นมีทั้งความหอมหวาน ละมุน และมีความขมเล็กน้อยที่ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เหมาะกับการดื่มในทุกโอกาส จะเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ หรือดื่มในวันสบายๆ ก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และสามารถดื่มได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะดื่มแบบเพียวๆ ใส่น้ำแข็ง หรือใส่น้ำแร่ ก็สามารถสร้างความประทับใจให้กับนักดื่มได้ตั้งแต่หยดแรกจนหยดสุดท้าย

 

ดูสินค้าวิสกี้ Chivas Regal 18 Years เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.7 Monkey Shoulder

วิสกี้คือ

Monkey Shoulder เป็นวิสกี้ที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เพราะว่าเป็นวิสกี้ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากการเบลนด์ Single Malt เข้าด้วยกันทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ Glenfiddich, Balvenie และ Kininvie ที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของโรงกลั่นดัฟฟ์ทาวน์ที่อยู่ในเครือของ William Grant โดย Monkey Shoulder นั้นเป็นวิสกี้ที่นักดื่มได้สัมผัสครั้งแรกอาจจะรู้สึกแปลกประหลาดกับ Texture ต่างๆ ที่ได้รับ แต่ว่าการสร้างความประหลาดใจให้กับนักดื่มนั้นเป็นจุดขายของ Monkey Shoulder ที่ต้องการจะสร้างลูกเล่น เพื่อให้นักดื่มได้สนุกสนานกับการดื่มมากขึ้น แต่เมื่อ Monkey Shoulder ได้เผยถึงรายละเอียดต่างๆ ให้นักดื่มได้สัมผัสแล้วนั้นจะต้องติดใจกันอย่างแน่นอน เพราะว่ามีความนุ่ม และละมุนเป็นอย่างมาก มาพร้อมกับความหอม หวาน และสดชื่นจากผลไม้นานาชนิด เช่น สตรอเบอร์รี เชอร์รี ผลไม้ตระกูลซิตรัส ลูกแพร์ วานิลลา และโกโก้ ปิดท้ายด้วยความเผ็ดเล็กน้อยจากอบเชย กานพลู และจันทน์เทศ ทำให้ภาพรวมของ Monkey Shoulder นั้นมีความครบเครื่อง ครบรส และถ้าหากดื่ม Monkey Shoulder แบบ On the Rock นั้นก็จะยิ่งทำให้นักดื่มสามารถสัมผัสถึงรายละเอียดต่างๆ ของ Monkey Shoulder ได้แบบ Exclusive มากยิ่งขึ้น

 

ดูสินค้าวิสกี้ Monkey Shoulder เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.8 Glenfiddich 12 Year

วิสกี้คือ

Glenfiddich 12 Year เป็นวิสกี้ตัวท็อปจากประเทศสก็อตแลนด์ที่ผลิตภายใต้โรงกลั่นที่มีชื่อเสียงอย่าง Glenfiddich โดย Glenfiddich 12 Year นั้นเป็น Single Malt ที่ถูกออกแบบมาให้มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่นักดื่มทุกเพศสามารถเข้าถึงได้ ดื่มง่าย และมีราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้ง่าย ด้วยกระบวนการผลิต Glenfiddich 12 Year ที่มีความพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การต้ม การกลั่น และการหมักบ่ม ที่จะต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึง 12 ปี ซึ่งการหมักบ่ม Glenfiddich 12 Year จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การหมักบ่มในถังโอ๊คอเมริกัน 1 ส่วน และการหมักบ่มในถังโอ๊คยุโรป Sherry Cask หลังจากนั้นก็จะนำทั้ง 2 ส่วนมาเบลด์เข้าด้วยกัน จนได้ Glenfiddich 12 Year ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีทั้งความหอมหวาน และความสดชื่นจากผลไม้นานาชนิด ผสมผสานกับไม้โอ๊คแบบจางๆ และมีระดับปริมาณแอลกอฮอล์กำลังดี ทำให้ Glenfiddich 12 Year เป็นวิสกี้สูตรคลาสสิกที่นักดื่มนิยมนำมาดื่มแบบเพียวๆ หรือจะดื่มแบบ On the Rock ก็จะช่วยให้นักดื่มสามารถสัมผัสถึงรายละเอียดต่างๆ ของ Glenfiddich 12 Year ได้อย่างดีเยี่ยมมากขึ้น

 

ดูสินค้าวิสกี้ Glenfiddich 12 Year เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.9 Glenlivet 12 Year

วิสกี้คือ

Glenlivet 12 Year เป็นวิสกี้ที่คอวิสกี้ตัวจริงจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน เพราะว่า Glenlivet 12 Year นั้นเป็นวิสกี้ระดับพรีเมียมประเภท Single Malt ที่ผลิตมาจากโรงกลั่นเก่าแก่ของประเทศสก็อตแลนด์ และมีเอกลักษณ์ในการเลือกถังเก็บบ่ม เพื่อให้ได้วิสกี้ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่ไม่เหมือนใคร โดย Glenlivet 12 Year เป็นวิสกี้ที่ผลิตมาจากข้าวบาร์เลย์ 100% และผลิตมาจากโรงกลั่นเดียว ที่ให้ความใส่ใจในทุกขั้นตอนในการผลิต และจะเลือกใช้ถังโอ๊คที่แตกต่างกันในการหมักบ่ม เพื่อให้ได้ Glenlivet 12 Year ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความหอมหวาน นุ่ม และละมุนไม่เหมือนใคร ที่เปิดมาด้วยรสชาติที่มีความหอมหวานจากผลไม้สีดำ และผลไม้สีแดงนานาชนิด เช่น เชอร์รี ราสป์เบอร์รี พลัม พรุน ตามมาด้วยความฟรุ๊ตตี้เล็กน้อยจากผลไม้ต่างๆ ที่ให้ความหอมหวาน ปิดท้ายด้วยความหอมละมุนจากน้ำผึ้ง วานิลลา และอัลมอนด์ และในส่วนของกลิ่นนั้นก็จะมีความคล้ายคลึงกับรสชาติ และนอกจาก Glenlivet 12 Year ก็ยังมี Glenlivet ในวินเทจอื่นๆ ให้นักดื่มได้เลือกดื่มอีกมากมาย เช่น Glenlivet 15 Year และ Glenlivet 18 Year โดยแต่ละวินเทจก็จะมีวิธีการหมักบ่ม และเลือกใช้ภาชนะในการหมักบ่มที่แตกต่างกัน ทำให้รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นจะมีความแตกต่างกันตามไปด้วย แต่ในทุกวินเทจก็ยังคง Texture ต่างๆ ที่มีความพรีเมียมอย่างแน่นอน สามารถดื่มได้หลากหลายรูปแบบ แต่วิธีการดื่ม Glenlivet 12 Year ที่ดีที่สุดนั้นจะเป็นการดื่ม Glenlivet 12 Year ที่จะใช้แก้วทรงดอกทิวลิป เพราะว่าเป็นแก้วที่มีปากแก้วทรงแคบ พร้อมกับใช้ฝ่ามือทั้ง 2 ข้างโอบแก้วไว้ประมาณ 3-5 นาที หลังจากนั้นให้หยดน้ำแร่ลงไปประมาณ 4-5 หยด และหมุนแก้วเบาๆ เพื่อให้เข้ากัน ก็จะยิ่งทำให้ Glenlivet 12 Year นั้นมีความหอมมากยิ่งขึ้น และถ้าหากดื่มคู่กับช็อคโกแลต ก็จะยิ่งช่วยให้นักดื่มสัมผัสถึงรสชาติที่มีความพรีเมียม และจะต้องติดใจกับการดื่ม Glenlivet 12 Year อย่างแน่นอน

 

ดูสินค้าวิสกี้ Glenlivet 12 Year เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

2.10 Jack Daniel’s Old No.7

วิสกี้คือ

Jack Daniel’s Old No.7 เป็นวิสกี้รุ่นคลาสสิกจากแบรนด์ Jack Daniel’s ที่เป็นหนึ่งในวิสกี้ที่ขายดีที่สุดในโลก และจัดอยู่ในประเภท Tennessee Whiskey ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Jack Daniel’s Old No.7 ผ่านกระบวนการหมักบ่มแบบ Charcoal Mellowing ที่เป็นกรรมวิธีเอกลักษณ์เฉพาะของวิสกี้แบบ Tannessee ที่จะต้องทำการกรองผ่านถ่านไม้อย่างช้าๆ ก่อน แล้วจึงค่อยนำไปหมักบ่มในถังโอ๊ค และถังโอ๊คนั้นจะต้องเป็นถังโอ๊คใบใหม่ และใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้ Jack Daniel’s Old No.7 นั้นเป็นวิสกี้ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีเอกลักษณ์จนนักดื่มหลายๆ คนติดใจจนต้องดื่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความหอมหวานของคาราเมล และวานิลลาอย่างชัดเจน พร้อมกับมีควันจางๆ ผสมผสานเข้าอยู่ด้วย ทำให้เวลาที่นักดื่มดื่มนั้นจะสัมผัสถึงรายละเอียดต่างๆ ของ Jack Daniel’s Old No.7 ที่ทิ้งไว้ในปากได้อย่างยาวนาน สามารถดื่มได้ง่าย หอม หวาน นุ่มละมุน ลื่นคอ และไม่เลี่ยน สามารถดื่มได้เรื่อยๆ แบบไม่มีเบื่อ และส่วนใหญ่นักดื่มมักจะนิยมดื่ม Jack Daniel’s Old No.7 ผสมกับโคลา เพราะว่าโคลานั้นจะช่วยให้นักดื่มสัมผัสถึงรสชาติ และกลิ่นของวานิลลาที่แฝงอยู่ภายใน Jack Daniel’s Old No.7 ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

ดูสินค้าวิสกี้ Jack Daniel’s Old No.7 เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย

 

3. ดูวิสกี้ยี่ห้ออื่นๆ ที่ Wine Daily BKK มีจำหน่ายได้ > ที่นี่